การทำแท้งด้วยการขยายปากมดลูก

กระบวนการขูดมดลูกจะดำเนินการภายใต้ฤทธิ์ยาสลบ โดยแพทย์จะทำการเปิดถ่างปากมดลูกอย่างเบามือ และแพทย์จะใช้คีมปากยาวกับท่อดูดกำจัดตัวอ่อนและเนื้อเยื่อตั้งครรภ์โดยรอบออก

กระบวนการจะใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 20 นาที และหากคุณมีสุขภาพโดยรวมดีและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ คุณก็สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกับการทำแท้ง โดยคุณจะมีเลือดออกภายหลังกระบวนการประมาณ 14 วัน

การผ่าตัดทำแท้งกับครรภ์ระยะที่สอง (ตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ที่ 20 – 24 สัปดาห์)

หากคุณตั้งครรภ์มามากกว่า 22 สัปดาห์และต้องการทำแท้ง กระบวนการที่ใช้จะมีสองขั้นตอน ซึ่งจะดำเนินการด้วยการใช้ยาสลบกับคุณ

ขั้นตอนแรก จะมีการฉีดยาเพื่อทำให้หัวใจตัวอ่อนหยุดเต้น และจะมีการใช้ยาเพื่อทำให้ปากมดลูกอ่อนตัว ขั้นตอนที่สองจะดำเนินการในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นกระบวนการนำตัวอ่อนและเนื้อเยื่อโดยรอบออก

ภายหลังกระบวนการ คุณจะมีเลือดออกซึ่งจะคงอยู่มากถึง 14 วัน โดยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย อาทิเช่นมีของเหลวไหลออกจากเต้านม เป็นต้น

ความเสี่ยง

กระบวนการทั้งหมดจะไม่มีความเสี่ยงใด ๆ แต่หลังจากกระบวนการทำแท้งอาจจะเกิดความเสี่ยงกับสุขภาพของผู้เข้ารับทำแท้งบางอย่างขึ้น โดยเฉพาะหากเป็นการทำแท้งกับอายุครรภ์อ่อน ๆ หรือก่อน 12 สัปดาห์

  • การทำแท้งไม่ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของโอกาสที่จะตั้งครรภ์ใหม่ในอนาคต หรือกล่าวคือผู้หญิงที่ผ่านการทำแท้งมาแล้วจะไม่มีผลต่อความสามารถในการมีบุตรในอนาคต
  • ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างการทำแท้งมีต่ำมาก ซึ่งมักจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับการทำแท้งที่ดำเนินการกับครรภ์อายุมาก สำหรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งมีดังนี้:
  • การตกเลือด (มีเลือดออกมา):  เกิดกับกรณีผู้ที่ทำแท้ง 1 ใน 1,000 คน
  • ความเสียหายที่ปากมดลูก: เกิดขึ้นน้อยมาก หรือประมาณ 20 ต่อ 1,000 ครั้ง
  • ความเสียหายที่มดลูก: สำหรับการทำแท้งแบบผ่าตัดจะมีโอกาสเกิดที่ 4 ต่อ 1,000 ครั้ง และน้อยกว่า 1 ใน 1,000 ในกรณีการทำแท้งด้วยยากับครรภ์อายุ 12 ถึง 24 สัปดาห์
Please follow and like us:

ทำไมสาร Prostaglandins ถึงมีฤทธิ์ในการทำแท้ง

สาร Prostaglandins เป็นชื่อทางเคมีของ cytotec  ซึ่งสามารถใช้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยาอื่นๆเช่น Mifepristone(Ru486) โดยขนาดยาและช่องทางการให้ยาจะกล่าวถึงต่อไปในประเทศไทยนั้นมักอยู่ในรูปยาเม็ดสีขาวหกเหลี่ยมขนาด 200 ug ต่อเม็ดโดยยาจะทำให้เกิดการอ่อนนุ่มของปากมดลูกละทำให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกโดยมีผลข้างเคียงที่พบบ่อยได้แก่ไข้หนาวสั่นท้องเสียท้องอืดและคลื่นไส้อาเจียน
 
ความจริงแล้ว Misoprostol เป็นยาใช้ช่วยในการยับยั้งการหลั่งของกรดน้ำย่อยในกระเพาะอาหารใช้สำหรับการรักษาอาการแผลของลำไส้เล็กส่วนต้น  ของโรคกระเพาะอาหารทั่วไปหรือในรายที่คนไข้มีการใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ เพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารสำหรับผู้ป่วยในรายที่ต้องกินยาต้านการอักเสบนานๆ เพราะจะมีแนวโน้มเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย
 
แต่เนื่องจากตัวยาดังกล่าวมีฤทธิ์ในการบีบมดลูกจึงมีการนำมาใช้เป็นยาเหน็บช่องคลอดเพื่อการทำแท้ง ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ยาอาจจะให้เกิดอาการปวดท้องและตกเลือดอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะการใช้ยาในบางช่วงอายุครรภ์ที่อาจเกิดอันตรายได้มากกว่าปกติ หรือ หากเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกก็ยิ่งมีการตกเลือดอย่างรุ่นแรงมากขึ้น หรืออาจเกิดอาการมดลูกปริแตก ในกรณีที่ผุ้ใช้ยาผ่านการผ่าตัดมดลูกมาก่อน อาการทั้งหมดนี้อาจส่งผลถึงกับชีวิตได้
 
ยา Misoprostol ตัวนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) ได้จัดให้เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ในโรงพยาบาล  ซึ่งส่งผลให้เกิดการลักลอบขายยาในราคาที่สูงขึ้นมากทั้งในช่องทางลักลอบที่ผิดกฎหมาย

 
 

Please follow and like us: